เจาะลึกประวัติ คาเวียร์คืออะไร มีกี่ประเภทที่ควรรู้

คาเวียร์ (Caviar) ถือเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับอาหารชนิดนี้มากนัก บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับคาเวียร์ (Caviar) ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ความหมาย ไปจนถึงประเภทของคาเวียร์ (Caviar) ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจเกี่ยวกับอาหารชนิดนี้มากขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่กำลังเริ่มเข้าวงการนี้ หรือชื่นชอบอาหารประเภทนี้อยู่แล้ว บทความนี้ จะพาไปดูว่ามีข้อมูลไหนที่ไม่ควรพลาด


คาเวียร์คืออะไร

caviar

คาเวียร์ (Caviar) คือ ไข่ปลาสเตอร์เจียน ที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารด้วยเกลือ คาเวียร์ (Caviar) เป็นวัตถุดิบอาหารพรีเมียม ค่อนข้างมีราคาสูง และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยคาเวียร์แท้จะต้องมาจากปลาสเตอร์เจียนเท่านั้น ส่วนไข่ปลาชนิดอื่นที่ปลาชนิดอื่นที่ผ่านกระบวนการคล้ายกันจะเรียกว่า “ไข่ปลา” หรือ “คาเวียร์ทดแทน”


สำคัญ : คาเวียร์แท้ (True Caviar) ต้องมาจากไข่ปลาสเตอร์เจียนเท่านั้น ส่วนไข่ปลาอื่น แม้จะผ่านกระบวนการแปรรูปคล้ายกัน จะไม่เรียกว่า “คาเวียร์”


คาเวียร์ (Caviar) เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย และถูกยกให้เป็นวัตถุดิบที่มีความพรีเมียมระดับโลก มาอย่างยาวนาน โดยความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งรสชาติ เนื้อสัมผัสที่ละเอียดอ่อน และผ่านกระบวนการแปรรูปที่พิถีพิถัน ทำให้คาเวียร์ (Caviar) มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการในตลาดอาหารระดับพรีเมียมทั่วโลก


ประวัติความเป็นมาของคาเวียร์ (Caviar)


คาเวียร์ (Caviar) มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีหลักฐานการบริโภคไข่ปลาตั้งแต่สมัยกรีกและโรมันโบราณ แต่คาเวียร์ (Caviar) เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในราชสำนักของรัสเซีย ในช่วงศตวรรษที่16-17 ในรัชสมัยของพระเจ้าซาร์ (Tsar)


ภาพบันทึก Huso Huso Beluga

Beluga Sturgeon น้ำหนักประมาณ 1,224 กิโลกรัม (2,698 ปอนด์) สถานที่ Volga Delta, Russia เป็นหลักฐานสำคัญ แสดงให้เห็นขนาดของปลาสเตอร์เจียนที่เคยพบเห็นในอดีต  อ้างอิง


ในช่วงศตวรรษที่ 19 ของรัสเซีย กลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกคาเวียร์ (Caviar) รายใหญี่สุดของโลก จนทำให้คาเวียร์ (Caviar) กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรา และเป็นวัตถุดิบอาหารพรีเมียม สำหรับชนชั้นสูงในยุโรปและอเมริกา


ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (Fact) : คาเวียร์ (Caviar) เคยถูกเสิร์ฟฟรี ในบาร์ของรัสเซีย ในช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อทำให้ลูกค้ากระหายน้ำและสั่งเครื่องดื่มเพิ่มมากขึ้น


กระบวนการผลิตคาเวียร์ (Caviar)


caviar

การผลิตคาเวียร์ (Caviar) มีขั้นตอนที่พิถีพิถันและต้องใช้ความชำนาญสูง ทุกขั้นตอนล้วนส่งผลต่อคุณภาพและรสชาติ มีขั้นตอนการผลิต ดังนี้


ปัจจุบันคาเวียร์ (Caviar) ยังเป็นอีกสัญลักษณ์ของความหรูหราและมีการผลิตในหลายประเทศทั่วโลก แต่ด้วยความตระหนักถึงความยั่งยืน ทำให้มีการพัฒนาวิธีการผลิตที่ไม่ส่งผลกระทบต่อประชากรปลาในธรรมชาติ

  1. จับปลาสเตอร์เจียนที่มีอายุเหมาะสม - ส่วนใหญ่อายุ 8-20 ปี ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

  2. การผ่าท้องปลา เพื่อนำไข่ออกมาอย่างระมัดระวัง - ในฟาร์มสมัยใหม่มีการใช้วิธีผ่าตัดที่ไม่ทำให้ปลาเสียชีวิต

  3. การแยกไข่ออกจากเนื้อเยื่อ ใช้ตะแกรงพิเศษ เพื่อแยกไข่ออกจากเนื้อเยื่อ โดยไม่ทำให้เม็ดไข่แตก

  4. การล้างทำความสะอาดไข่ ด้วยน้ำเย็นจัด เพื่อรักษาคุณภาพของไข่ไว้

  5. การเติมเกลือ ในปริมาณที่เหมาะสม โดยประมาณ 3-5% ของน้ำหนักไข่ เพื่อเป็นการถนอมอาหารและเพิ่มรสชาติ

  6. การบรรจุลงภาชนะให้เหมาะสมและเก็บไว้ในอุณภูมิต่ำ โดยปกติจะใช้ภาชนะแล้ว หรือโลหะเคลือบพิเศษ

ข้อมูลเชิงลึกด้านการผลิต : ผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่แยกและเตรียมไข่ปลา เรียกว่า “Master Caviar Maker” จะต้องใช้เวลาในการฝึกฝน และประสบการณ์ในการทำค่อนข้างละเอียด 

ในปัจจุบัน การผลิตคาเวียร์ (Caviar) ได้รับการพัฒนามากขึ้น โดยมีการใช้เทคนิคการผ่าตัดที่ไม่ทำให้ปลาเสียชีวิต ทำให้สามารถเก็บไข่จากปลาตัวเดียวได้หลายครั้ง ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยลดผลกระทบต่อประชากรปลาสเตอร์เจียนในธรรมชาติได้


ประเภทของคาเวียร์มีอะไรบ้าง?

คาเวียร์ (Caviar) มีความแตกต่างกัน โดยจะแบ่งตามสายพันธุ์ของปลาสเตอร์เจียนที่นำมาผลิต แต่ละสายพันธุ์ก็จะมีขนาดของเม็ดไข่ สี และรสชาติ ที่แตกต่างกัน ดังนี้


1. Beluga Caviar : คาเวียร์ที่มีความหรูหรา และมีราคาสูง


caviar

เบลูก้าคาเวียร์ (Beluga Huso Huso)  มาจากปลาสเตอร์เจียนสายพันธุ์เบลูก้า (Huso huso) ซึ่งเป็นปลาสเตอร์เจียนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและพบได้ในทะเลแคสเปียน คาเวียร์ชนิดนี้มีเม็ดขนาดใหญ่ สีเทาอ่อนถึงดำ มีรสชาติกลมกล่อมและมีความเค็มน้อย ทำให้เป็นคาเวียร์ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก ปัจจุบันเบลูก้าคาเวียร์เป็นสินค้าหายากเนื่องจากปลาเบลูก้าใกล้สูญพันธุ์

ข้อเท็จจริง (Fact) : เบลูก้าคาเวียร์ขึ้นชื่อด้านคุณภาพและความหายาก ซึ่งปลาเบลูก้าจะโตเต็มวัยใช้เวลาหลายสิบปี จึงทำให้มีราคาสูง


2. Orcetra Caviar : คาเวียร์ที่ได้รับความนิยม


caviar

ออสเซทร้าคาเวียร์ (Royal Oscetra) มาจากปลาสเตอร์เจียนสายพันธุ์ออสเซทร้า (Acipenser gueldenstaedtii) ซึ่งพบได้ในทะเลแคสเปียนและทะเลดำ คาเวียร์ชนิดนี้มีเม็ดขนาดกลาง สีทองถึงน้ำตาลเข้ม มีรสชาติมีกลิ่นอายของทะเล คล้ายถั่ว ถือเป็นคาเวียร์คุณภาพสูงรองจากเบลูก้า


3. Kaluga Caviar : คาเวียร์ที่สามารถเป็นทางเลือกแทนเบลูก้า


caviar

คาลูก้าคาเวียร์ (Royal Kaluga) มาจากปลาสเตอร์เจียนสายพันธุ์คาลูก้า (Huso dauricus) ซึ่งเป็นปลาสเตอร์เจียนขนาดใหญ่ที่พบในแม่น้ำอามูร์ ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างรัสเซียและจีน ปลาคาลูก้ามีขนาดใหญ่มาก สามารถยาวได้ถึง 5.6 เมตรและหนักกว่า 1,000 กิโลกรัม จึงได้รับฉายาว่า "ปลาเบลูก้าแห่งแม่น้ำ" คาเวียร์จากปลาคาลูก้ามีเม็ดขนาดใหญ่ สีเข้มและมีรสชาติกลิ่นอายของทะเล มีกลิ่นหอมและมีความมัน คล้ายกับเบลูก้าคาเวียร์ แต่มีรสชาติแบบถั่วที่ชัดกว่า

มุมมองทางเลือก (Alternative Insight) : คาลูก้าคาเวียร์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ในช่วงที่เบลูก้าคาเวียร์หายากและมีข้อจำกัดในการนำเข้า เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกันมาก


4. Baerii Caviar : คาเวียร์ที่สามารถเข้าถึงได้


caviar

แบรีคาเวียร์ (Royal Baerii) มาจากปลาสเตอร์เจียนไซบีเรีย (Acipenser baerii) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ทั่วไปในแม่น้ำไซบีเรีย โดยเฉพาะในแม่น้ำโอบ (Ob River) และแม่น้ำเยนิเซย์ (Yenisey River) ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงอย่างแพร่หลายในฟาร์มทั่วโลก ทำให้เป็นคาเวียร์ที่หาซื้อได้ง่ายที่สุดและมีราคาไม่แพงมาก เมื่อเทียบกับคาเวียร์ชนิดอื่นๆ คาเวียร์ชนิดนี้มีเม็ดขนาดเล็กถึงกลาง สีดำหรือน้ำตาลเข้ม มีรสชาติของกลิ่นอายทะเล  และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวคล้ายถั่วและมะกอก


5. Huso Dauricus Caviar : คาเวียร์คุณภาพพรีเมียม

caviar

ฮูโซ ดาริคัสคาเวียร์ (Huso Dauricus) มาจากปลาสเตอร์เจียนฮูโซ ดาริคัส ซึ่งเป็นอีกชื่อทางวิทยาศาสตร์ของปลาคาลูก้า (Huso dauricus) ทำให้มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับคาลูก้าคาเวียร์ แต่บางครั้งอาจหมายถึงสายพันธุ์ย่อยหรือปลาที่มาจากแหล่งเพาะเลี้ยงเฉพาะ คาเวียร์ชนิดนี้มีเม็ดขนาดใหญ่ สีเทาเข้มถึงดำ และมีรสชาติกลิ่นอายทะเล และถั่ว


6. Schrenkii Imperial Caviar : คาเวียร์ที่ร้านอาหารนิยม และเชฟมิชลินสตาร์

caviar

ชเร็งคี อิมพีเรียล (Schrenkii Imperial) มาจากปลาสเตอร์เจียนอามูร์ (Acipenser schrenckii) หรือมาจากปลาลูกผสมระหว่างปลาสเตอร์เจียนอามูร์และปลาคาลูก้า ซึ่งพบในแม่น้ำอามูร์เช่นเดียวกัน คาเวียร์ชนิดนี้มีลักษณะเด่นคือเม็ดมีขนาดใหญ่ สีน้ำตาลทองหรือน้ำตาลเข้มมีประกายเขียว มีรสชาติกลมกล่อม ละมุนและมีความสมดุล ปัจจุบันได้รับความนิยมจากเชฟระดับมิชลินทั่วโลก

แนะนำ (Chef's Choice) : ชเร็งคี อิมพีเรียล (Schrenkii Imperial) ได้รับความนิยมในร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์เนื่องจากรสชาติที่สมดุลและคงตัว ทำให้นำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย

การเลือกคาเวียร์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัว และโอกาสในการรับประทาน รวมไปถึงงบประมาณ โดยแต่ละชนิดก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจในการลิ้มลองอีกด้วย


คุณค่าทางโภชนาการของคาเวียร์


caviar

คาเวียร์ (Caviar) ไม่ได้มีเพียงแค่รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากจะเป็นวัตถุดิบอาหารหรูหรา พรีเมียมแล้ว ยังเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอีกด้วย

สารอาหาร ประโยชน์ต่อร่างกาย
โปรตีนคุณภาพสูง  ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและสร้างกล้ามเนื้อ
กรดไขมันโอเมก้า-3 ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและบำรุงสมอง
วิตามินบี 12 ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงและระบบประสาท
วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและบำรุงกระดูก
แร่ธาตุต่างๆ แคลเซียม ไอโอดีน เหล็ก และแมกนีเซียม ช่วยในการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย

 

อย่างไรก็ตาม คาเวียร์มีปริมาณโซเดียมสูง เนื่องจากกระบวนการถนอมด้วยเกลือ จึงควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องควบคุมการบริโภคเกลือ

ข้อมูลโภชนาการ (Nutrition Fact) : แม้คาเวียร์จะรับประทานในปริมาณน้อย แต่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยคาเวียร์เพียง 1 ช้อนโต๊ะให้โปรตีนประมาณ 4 กรัม และมีวิตามินบี 12 ถึง 236% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน

การบริโภคคาเวียร์ในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำจะสามารถช่วยเสริมสุขภาพได้หลายด้าน ทั้งการบำรุงสมอง ระบบประสาท และช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

 

วิธีทานคาเวียร์ให้ได้สัมผัสรสชาติที่ดีที่สุด

 

caviar

การรับประทานคาเวียร์ มีวิธีการเฉพาะ เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด การเสิร์ฟและอุปกรณ์ที่ใช้ล้วนมีผลต่อประสบการณ์การรับประทาน และนี่คือวิธีการรับประทานคาเวียร์ที่ถูกต้อง


1. ภาชนะที่เหมาะสม

ควรเสิร์ฟคาเวียร์ในภาชนะที่ไม่ทำปฏิกิริยากับคาเวียร์ เช่น ภาชนะแก้ว กระเบื้อง หรือเปลือกหอยนางรม ไม่ควรใช้ภาชนะโลหะ เพราะอาจจะทำให้รสชาติเปลี่ยนไป อีกทั้งภาชนะควรแช่เย็นก่อนเสิร์ฟเพื่อรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสม

2. อุปกรณ์ที่เหมาะสม

ควรใช้ช้อนที่ทำจากเปลือกหอย กระดูก หรือพลาสติก ไม่ควรใช้ช้อนโลหะ เพื่อหลีกเลี่ยงรสชาติโลหะที่อาจปนเปื้อน ช้อนที่ผลิตจากเปลือกหอยคัดสรรพิเศษ มีคุณสมบัติพิเศษ ที่ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับคาเวียร์ ช่วยรักษาความกลมกล่อมและรสชาติของคาเวียร์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์

3. อุณภูมิที่เหมาะสม

การรับประทานคาเวียร์แบบเย็น โดยแช่ภาชนะที่ใส่คาเวียร์ในน้ำแข็ง เพื่อคงรสชาติที่ดีที่สุด อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเสิร์ฟคาเวียร์คือประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส

4.อาหารที่ทานคู่กัน

สามารถรับประทานคาเวียร์กับบลินี่ (แพนเค้กบางๆ แบบรัสเซีย) ขนมปังปิ้ง หรือมันฝรั่งอบ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้อาหารที่มีรสชาติเป็นกลาง เพื่อไม่ให้กลบรสชาติของคาเวียร์ อาจเสิร์ฟพร้อมกับครีมเปรี้ยวหรือเนยที่ไม่เค็ม

5.เครื่องดื่มที่เข้ากัน

อาจเสิร์ฟพร้อมกับวอดก้าเย็นหรือแชมเปญ ซึ่งช่วยเสริมรสชาติของคาเวียร์ แชมเปญคูเว่หรือแชมเปญบรูต (Brut) เป็นตัวเลือกที่นิยมเนื่องจากความกลมกล่อมและความสดชื่นที่ช่วยล้างรสมันของคาเวียร์

เคล็ดลับในการเสิร์ฟ (Serving Tip) : วิธีชิมคาเวียร์ให้ได้รสชาติที่ดีที่สุดคือ วางเม็ดคาเวียร์บนหลังมือระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ แล้วค่อยๆ ลิ้มรสให้ละลายบนลิ้น ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมของชาวรัสเซีย

 

ตลาดของคาเวียร์ในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต

 

ในปัจจุบัน ประชากรปลาสเตอร์เจียนในธรรมชาติลดลงอย่างมาก ทำให้มีการควบคุมการจับและการค้าปลาสเตอร์เจียนอย่างเข้มงวด การเพาะเลี้ยงแบบยั่งยืน จึงกลายเป็นทางออกสำคัญของอุตสาหกรรมคาเวียร์ระดับโลก

หลายประเทศได้พัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนเพื่อผลิตคาเวียร์แบบยั่งยืน ประเทศผู้ผลิตคาเวียร์ชั้นนำในปัจจุบัน ได้แก่ 

  • อิหร่าน - ผู้ผลิตคาเวียร์จากทะเลแคสเปียนอย่างยาวนาน

  • รัสเซีย - ประเทศที่มีการผลิตคาเวียร์มายาวนาน

  • จีน - ผู้ผลิตคาเวียร์รายใหญ่ที่มีการพัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงอย่างรวดเร็ว

  • อิตาลี - ผู้นำในการผลิตคาเวียร์จากฟาร์มในยุโรป

  • ฝรั่งเศส - มีฟาร์มเพาะเลี้ยงที่มีคุณภาพสูงและเน้นความยั่งยืน

  • สหรัฐอเมริกา - พัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนเพื่อทดแทนการนำเข้า

การมุ่งเน้นด้านความยั่งยืน (Sustainability Focus) : ปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการผ่าตัดที่ไม่ทำให้ปลาสเตอร์เจียนตาย สามารถเก็บไข่ได้ทุก 2-3 ปี ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อประชากรปลาในธรรมชาติ


แนวโน้มตลาดคาเวียร์ในอนาคตเน้นความยั่งยืนและมีคุณภาพมากขึ้น ผู้บริโภครุ่นใหม่นั้น ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ตลาดคาเวียร์ในเอเชียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในจีน ญี่ปุ่น และประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวและชนชั้นกลางระดับสูงมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น

 

Truffleat  แหล่งคาเวียร์คุณภาพระดับโลก

 

caviar

Truffleat มุ่งมั่นในการนำเสนอคาเวียร์คุณภาพสูงสุดที่ผ่านการคัดสรรจากแหล่งผลิตชั้นนำระดับโลก เรายึดมั่นในมาตรฐานการคัดเลือกที่เข้มงวดและกระบวนการตรวจสอบคุณภาพทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์คาเวียร์ของเราทุกชนิดมีความสดใหม่ รสชาติที่สมบูรณ์ และคุณภาพที่เหนือชั้น

กระบวนการจัดหาคาเวียร์ของ Truffleat เริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับฟาร์มเพาะเลี้ยงชั้นนำที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ซึ่งมีประวัติการผลิตที่ยาวนานและได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ทุกฟาร์มที่เราคัดเลือกต้องผ่านเกณฑ์การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และสวัสดิภาพของปลาในระดับสูงสุด

คอลเลกชันคาเวียร์พรีเมียมของเรา

  • Beluga Huso Huso Caviar – คาเวียร์ที่หายากและได้รับการยกย่องว่าเป็น "ราชาแห่งคาเวียร์" นำเข้าจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรองตามข้อกำหนด CITES เพื่อความยั่งยืนของประชากรปลาในธรรมชาติ

  • Royal Baerii Caviar – คาเวียร์คุณภาพที่ได้จากการเพาะเลี้ยงแบบยั่งยืน มีความสม่ำเสมอทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัส ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานยุโรป

  • Royal Kaluga Caviar – คาเวียร์ที่ผลิตภายใต้การควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ทุกขั้นตอนการผลิตถูกตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้คุณภาพระดับสากล

  • Royal Oscietra Caviar – คาเวียร์ชั้นเลิศที่มีรสชาติดั้งเดิมจากทะเลแคสเปียน ผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้เม็ดที่สมบูรณ์และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

  • Schrenkii Imperial Caviar – คาเวียร์พรีเมียมที่ได้รับการยอมรับจากเชฟมิชลินสตาร์ทั่วโลก โดดเด่นด้วยเม็ดขนาดใหญ่ สีน้ำตาลทองมีประกายเขียว และรสชาติที่สมดุลอย่างลงตัว

  • Huso Dauricus Caviar – คาเวียร์ระดับพรีเมียมที่ผ่านกระบวนการคัดสรรพิเศษ รักษาคุณภาพดั้งเดิมทั้งรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างครบถ้วน

พบกับคอลเลกชันคาเวียร์พรีเมียมของเรา

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคาเวียร์

คาเวียร์แท้ต่างจากไข่ปลาชนิดอื่นอย่างไร

คาเวียร์แท้ต้องมาจากไข่ปลาสเตอร์เจียนเท่านั้น ซึ่งมีลักษณะเฉพาะทั้งขนาด สี และรสชาติ ที่แตกต่างจากไข่ปลาชนิดอื่น ไข่ปลาชนิดอื่นที่นิยมบริโภค เช่น ไข่ปลาแซลมอน (Ikura) หรือไข่ปลาเทราต์ ไม่ถือว่าเป็นคาเวียร์ตามหลักสากล แต่อาจเรียกว่า "คาเวียร์ทดแทน" (Caviar Substitute)

ทำไมคาเวียร์ ถึงมีราคาแพง

คาเวียร์มีราคาแพงเนื่องจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1) ปลาสเตอร์เจียนเติบโตช้าและต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะให้ไข่ได้ 2) กระบวนการผลิตที่พิถีพิถันและต้องอาศัยความชำนาญสูง 3) ปลาสเตอร์เจียนในธรรมชาติใกล้สูญพันธุ์ ทำให้มีการควบคุมการจับและการค้าอย่างเข้มงวด 4) ต้นทุนในการเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนสูงมาก

วิธีเก็บรักษาคาเวียร์

คาเวียร์ที่ยังไม่เปิดสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 4-6 เดือน ในอุณหภูมิ -2 ถึง 2 องศาเซลเซียส หลังจากเปิดแล้วควรบริโภคภายใน 2-3 วันและเก็บในอุณหภูมิเดียวกัน ไม่ควรแช่แข็งคาเวียร์เพราะจะทำให้เนื้อสัมผัสและรสชาติเปลี่ยนไป 

วิธีสังเกตคุณภาพคาเวียร์

คาเวียร์ที่มีคุณภาพ จะมีลักษณะดังนี้: 1) เม็ดแยกจากกันชัดเจน ไม่แตกหรือติดกันเป็นก้อน 2) มีความมันวาวและสีสม่ำเสมอ 3) มีกลิ่นสดและสะอาด ไม่มีกลิ่นคาว 4) เมื่อรับประทานจะมีรสชาติกลมกล่อม ไม่เค็มเกินไป 5) เม็ดแตกในปากพอดี ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป

สำหรับผู้ที่ไม่เคยทานคาเวียร์ ควรเริ่มยังไง?

สำหรับผู้ที่ไม่เคยรับประทานคาเวียร์มาก่อน แนะนำให้เริ่มจากคาเวียร์ที่มีรสชาติไม่เค็มมากนัก เช่น Royal Baerii หรือ Oscietra ที่มีรสชาติสมดุลและราคาไม่สูงมาก ควรเริ่มชิมในปริมาณน้อยๆ และให้เวลาตัวเองปรับตัวกับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของคาเวียร์ การเสิร์ฟคู่กับครีมเปรี้ยวหรือบลินี่ จะช่วยให้การรับประทานครั้งแรกง่ายขึ้น

 

Shop now